Translate

***** 

แอบด่าตัวเอง


จริงๆแล้วแปลเมื่อตอน MGS 3 Subsistence เพิ่งออกมาใหม่ๆ(มั้ง)แล้วก็ดอง…ยาว แต่เมื่อเห็นว่าชาว GCon ท่านหนึ่งหยิบไปลงเวปบอร์ดของเขา  ซึ่งไอ้เราก็อ่านไปและพบว่า “แปลข้อมูลผิด” หลายจุดเลยทีเดียวเชียว  - - ‘

ดังนั้นเพื่อฉลองการออก MGS4 ผมก็เลยหยิบเรื่องนี้มาปัดฝุ่นอีกรอบนึงครับ ลองมาอ่านกันนะครับ ;)

*****
 


เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักเล่นเกมยุคปัจจุบันว่า หนุ่มใส่แว่นหน้ามนที่ชื่อ ฮิเดโอะ โคจิม่า นั้นทำให้วงการเกมรู้จักกับคำว่า  “Stealth Game” อย่างเต็มตัว จนทำให้เขาได้รับรางวัลจากกินเนสบุ๊คไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนที่ชายผู้นี้จะมาพลิกวงการ เขาเคยทำอะไรมาก่อนนั้น ขอเชิญทุกท่านอ่านได้เลยครับ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1963 เด็กชายฮิเดโอะ โคจิม่าได้ถือกำเนิดในเขตเซตากายะ เมืองโตเกียว แต่เมื่อเขาอายุสามขวบ เด็กชายผู้กล่าวในภายหลังว่ามักจะต้องเสี่ยงกับความตาย ก็ได้ย้ายไปยังเขตคันไซ และเติบโตขึ้นในพื้นที่นั้น

ในช่วงวัยเรียน ฮิเดโอะ โคจิม่าเคยมีความฝันที่จะเป็นจิตรกรหรือนักวาดภาพประกอบ แต่ความฝันนี้ก็ถูกบีบให้จางหายไป เนื่องจากความต้องการของทางบ้านที่อยากให้หางานที่มั่นคง รวมไปถึงการได้เห็นภาพของลุงตัวเองที่เป็นจิตรกรนั้นมีปัญหาทางด้านการเงินด้วย

นอกจากจะเคยวาดรูปแล้ว หนุ่มใหญ่ทีจะ่มีอายุครบ 45 ในปี 2008 ยังเคยเขียนนิยายส่งไปตามนิตยสารด้วย แต่ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยเพราะไม่เคยมีงานชิ้นไหนถูกตีพิมพ์ อันเนื่องมาจากว่า ฮิเดโอะ โคจิม่ามักจะแต่งนิยายได้เกิน 400 หน้ากระดาษ แต่ทางนิตยสารต้องการเรื่องสั้นราว 100 หน้าเท่านั้น

เวลาต่อมา โคจิม่าก็เริ่มสนใจในการถ่ายทำภาพยนตร์ 8 มิลลิเมตร ทั้งยังมีความตั้งใจจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์  จนกระทั่งเขาค้นพบว่าเวลาว่างในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยของเขานั้นหมดไปกับการเล่นเกม(โดยเฉพาะแฟมิคอม) เขาจึงตัดสินใจว่าจะเข้าทำงานในวงการเกมแทน

และในปี 1986 นี่เองที่ ฮิเดโอะ โคจิม่าได้ก้าวเข้าสู่บริษัทเกมที่ชื่อว่าโคนามิในฐานะผู้ออกแบบและวางแผน แน่นอนว่าไอเดียแรงๆของโคจิม่าในยุคนั้นมักจะถูกเบื้องบนมองข้ามไป จนทำให้เขาเกือบคิดที่จะลาออกจากบริษัทเสียด้วย


แต่สุดท้ายเขาก็ได้เริ่มพัฒนาเกมที่ชื่อว่า Lost Warld ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม และมีนักมวยปล้ำหญิงสวมหน้ากากเป็นตัวเอก แต่สุดท้ายเกมนี้ก็ถูกทางเบื้องบนของโคนามิยกเลิกไป ด้วยความยากเย็นในการพัฒนาเกมให้มีการยิงปืนและหลบซ่อนตัว

 


งานชิ้นแรกที่ปรากฏชื่อของเขาขึ้นมาในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับก็คือเกม Penguin Adventureบนเครื่อง MSX  ซึ่งในปัจจุบันนี้ถือว่าเกมนี้เป็นหนึ่งในเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเครื่อง MSX ด้วยความที่มีการเล่นผสมผสานระหว่าง 2D กับ 3D และกลิ่นอายของ RPG เล็กน้อย

หลังจากเก็บประสบการณ์และความผิดหวังจนได้ที่แล้ว ในปี 1986 โคจิม่าก็ได้เปิดตัวกับตำแหน่งผู้กำกับกับเกม Metal Gear บนเครื่อง MSX2  ที่เป็นรากฐานของ Stealth Game ที่เกิดขึ้นในยุคหลังจากนี้

Metal Gear ดำเนินเนื้อเรื่องในปี 1995 เกี่ยวกับภารกิจของหน่วย FOXHOUND ที่ได้ส่งสมาชิกมืออ๋อง Gray Fox เข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับนิวเคลียร์ในเขต Outer Heaven แต่ Gray Fox ก็หายสาบสูญไปหลังจากทิ้งข้อความว่า “Metal Gear” ทำให้ Big Boss หัวหน้าของหน่วย FOXHOUND ต้องทำการส่งทหารใหม่ของหน่วย Michael Bein เอ๊ย  Solid Snake ให้บุกเข้าไปใน Outer Heaven เพื่อค้นหา Metal Gear และช่วยเหลือ Gray Fox  ซึ่ง Solid Snake ก็ทำภารกิจทั้งสองได้สำเร็จลุล่วง

Snake ได้บุกทะลวงไปในฐาน ทั้งยังได้ล้วงลึกความลับของ Outer Heaven และพบว่าผู้นำที่แท้จริงของทหารกลุ่มนี้ก็คือ Big Boss หัวหน้าของตัวเขาเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็จัดการกับหัวหน้าของเขาทิ้งก่อนที่จะลาจากอาชีพทหารไปชั่วคราว

ถึงแม้ว่า Metal Gear จะมีดาราดังโด่งดังและได้รับความนิยมบนเครื่อง MSX2 อย่างมาก แต่กว่าที่ชาวโลกส่วนใหญ่จะรู้จักเกม Metal Gear และกล่องกระดาษสุดคลาสสิค ก็เป็นตอนที่เกมถูก Port ลงมาบนเครื่องแฟมิคอม แต่ทว่าการดัดแปลงครั้งนั้นไม่มีโคจิม่าเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้เกมมีความเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง โดยเฉพาะบอสของเกมที่กลายเป็นจอคอมพิวเตอร์ยักษ์แทน Metal Gear 

 

*****

เกร็ด(อาจจะ)น่ารู้

- เกมเพนกวิ้นบนเครื่องแฟมิคอมนั้นเป็นภาคก่อนหน้าที่ โคจิม่าจะมาร่วมทำนะครับ ชื่อของภาคที่คนไทยเคยเล่นคือ Antarctic Adventure ครับ

- ในเกม Metal Gear ภาคแรกเวอร์ชั่นแรกนั้นยังไม่มีตัวละครที่คุณชินคาวะ โยจิ ออกแบบให้ ตัวละครในสมัยนั้นจึงเป็นการเอาภาพของดาราชื่อดังในช่วงนั้นมาใ้ช้ อย่างตัวของ Solid Snake ก็มาจาก Michael Bein พระเอกของ Terminator ภาคแรก ส่วน Big Boss ก็อ้างอิงภาพมาจาก Sir Sean Connery เป็นต้น

 

ที่มา : Wikipidia , Metal Gear Wiki , 1up 

จะมีงงกันไหมนั่นเล่นขึ้นหัวข้อชวนลงนรกกันแบบนี้น่ะ (ฮา) แต่จริงๆแล้วมันมีที่มาจาำกนี่...
 
 
Higurashi no Naku Koro ni Kai

=w= ซึ่งชื่อเอนทรี่ จริงๆแล้วก็เอามาจากเพลงเปิดของอนิเมภาคนี้แล

ตอนแรกก็งงนะว่าทำไมชื่อเพลงมันแรกจัง(ฟะ) แต่พอลองฟังแล้วมันก็แอบสะดุดหูแหละว่ามันไม่ใช่อะไรที่น่าหดหู่แบบนั้น แต่จะัเป็นแบบไหน ก็เลยไปหาเนื้อร้องมา แล้วก็เสี้ยนแปล(จากEng) อีกที ก็แปลชุ่ยๆไว้ตามนี้ล่ะครับ

 

**********

เอาล่ะ ลืมเลือนอนาคตนั้นไปเสีย
เพราะอย่างไรมันก็มีแต่หยาดโลหิตสาดกระเซ็นเช่นเคย
เมื่อสายลมอันอบอุ่นเริ่มบิดเกลียว
นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือน

หลบหลีกลี้ภัย
ให้ไกลห่างจากชะตากรรมอันโหดร้าย
เพราะเธอนั้นมิใช่บุปผาจากโลกันต์
อย่าเบ่งบาน จงอย่าเบ่งบาน
อย่ามัวจมปลักอยู่ในที่แบบนั้น

เศษเสี้ยวของกาลเวลาทะยานไปอย่างไร้สุ่มเสียง

ใครกันที่จับมือฉันไว้ ?
ใครกันที่คอยสางผมของฉัน ?
บัดนี้ต้นอ่อนที่แตกหน่ออยู่ภายใน
สามารถสัมผัสได้ถึงสัญญาณนั้น

โบยบินทะยาน
จากกงล้อแห่งชะตากรรม
เพราะเธอนั้นมิใช่บุปผาจากโลกันต์
อย่าโปรยปราย จงอย่าโปรยปราย
และอย่าทิ้งแม้เสี้ยวเมล็ดพันธ์ไว้ในที่แบบนั้น

หากมันงอกงาม ผลกรรมนั้นจะหวนกลับสู่ตัวเธอ

หลบหลีกลี้ภัย
ให้ไกลห่างจากชะตากรรมอันโหดร้าย
เพราะเธอนั้นมิใช่บุปผาจากโลกันต์
อย่าเบ่งบาน จงอย่าเบ่งบาน
อย่ามัวจมปลักอยู่ในที่แบบนั้น

เศษเสี้ยวของกาลเวลาทะยานไปอย่างไร้สุ่มเสียง

**********

 

(ส่วนคนที่สนใจเนื้่อเพลงแบบโรมันจิ เชิญทางนี้ครับ)

อย่างที่เห็นในคำแปลนะครับว่า เนื้อหาของเพลงนี้ไมไ่ด้เป็นอะไรที่สลดหดหู่เลยแม้แต่นิด ในทางตรงกันข้ามมันออกจะเป็นเพลงที่ชวนให้ผู้คนคิดก่อนทำเสียด้วย (ซึ่งตามเนื้อหาของการ์ตูน เพลงนี้ก็คงเป็นเพลงที่ ฮันนิว ร้องให้ ริกะฟังล่ะ)

=w= '' a ถ้าแปลผิดยังไงแย้งได้นะครับ เพราะแกะจากภาษาอังกฤษมากกว่าครับ

เครียดมาเยอะละเอาของดองมาลงต่อดีกว่านิ =w=


หลังจากผ่านงาน Snatcher ไป ต่อมาในปี 1990 โคจิม่าก็กลับไปสร้างภาคต่อของ Metal Gear ที่ชื่อว่า Metal Gear 2 : Solid Snake ลงเครื่อง MSX ซึ่งมันถูกวางแผงในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แน่นอนว่ามันยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ด้วยระบบการเล่นที่ล้ำสมัย อย่างการที่ศัตรูในเกมสามารถที่จะคลานได้ และมีระบบเรดาห์เพิ่มขึ้ Metal Gear 2 ยังมีเนื้อเรื่องอันซับซ้อน ที่ตัวละครมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น ซึ่งหลายๆตัวละครจากภาคนี้ได้กลับมาอีกครั้งในเกมภาคต่อๆมาด้วย

ในปี 1992 โคจิม่าก็ทำการรีเมคเกม Snatcher ลงเครื่อง PC-Engine โดยใช้ชื่อภาพว่า CD-ROMantic ที่ถือว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดของการรีเมคทุกครั้งทั้งยังเป็นเกมแรกของโคนามิที่เป็น CD-Rom และในช่วงเวลานี้ โคจิม่าก็เริ่มออกแบบเกม Policenauts เกมที่ถือว่าเป็นภาคต่อทางจิตวิญญานของ Snatcher ก่อนที่จะวางจำหน่ายเกมนี้ครั้งแรกในเครื่อง PC-9821 (มีใครรู้จักบ้างมั้ย)


หน้าปกของเครื่อง PC-9821


หน้าปกของแบบ PlayStation

สองปีให้หลังโคจิม่าได้ทำการรีเมค Policenauts อีกครั้งหนึ่งเพื่อลงเครื่อง Playstation(หลังจากเคยทำลงเครื่อง 3DO ไปแล้ว)และผลตอบรับครั้งนี้ก็ดีมากเพราะเกมนั้นเต็มไปด้วยภาพงดงามและเนื้อเรื่องที่แยบยลจนทำให้มัน"เกือบ"แปลเป็นภาษาอังกฤษแต่ก็โดนระงับไปในที่สุด

หลังจากยุ่งเกี่ยวกับตำรวจอยู่หนึ่งปี โคจิม่าก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับเกมจีบสาวสุดดังเกมนั้นของโคนามิ ใช่ครับเกม โทคิเมคิ เมโมเรียล นั่นแหละ โดยเขาได้ไปเป็น เอ่อ... ผู้วางแผน , คนกำกับบท และ โปรดิวเซอร์ ให้กับ Tokimeki Memorial Drama Series Vol. 1 - 3 ที่น่าตกใจมากกว่าเรื่องที่เฮียโคจิม่าแกไปทำเกมจีบสาวนั่นก็คือ ทั้ง 3 ภาคนี้ใช้เอนจิ้นของเกม Policenauts ครับ :P



<< กลับไปอ่านตอนแรก

แปลจาก : Wikipedia



Kuro Noire
View full profile